Final Cut Pro (FCP) ของ Apple เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ตัดต่อวิดีโอที่ทรงพลังในวงการภาพยนตร์มานาน หลายคนอาจคิดว่าเหมาะกับยูทูบเบอร์เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วหนังชื่อดังจำนวนมากที่ตัดต่อด้วย Final Cut Proได้รับรางวัลออสการ์ ไม่ว่าจะเป็นการผสาน CGI ที่ซับซ้อน หรือการเล่าเรื่องอย่างลื่นไหล ต่อไปนี้คือภาพยนตร์เด่นที่สร้างและตัดต่อด้วย Final Cut Pro
คุณอยากเปลี่ยนวิดีโอของคุณเองให้ดูเหมือนหนังฮอลลีวูดหรือไม่? ลองดูคู่มือฉบับนี้เกี่ยวกับวิธีสร้างวิดีโอสไตล์ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ด้วย Final Cut Pro
10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ตัดต่อด้วย Final Cut Pro
มาดูกันว่า 10 ภาพยนตร์เด่นเรื่องใดบ้างที่ตัดต่อด้วย Final Cut Pro
1. The Social Network (2010)
สร้างจากปรากฏการณ์แห่งยุคที่เรารู้จักในนาม Facebook โดยมี Jesse Eisenberg, Andrew Garfield และ Justin Timberlake แสดงนำ ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ในด้านบวก
หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์สาขาตัดต่อยอดเยี่ยม โดย Kirk Baxter และ Angus Wall ใช้ Final Cut Pro ในการตัดต่อ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่พวกเขาชอบมากคือความสามารถในการทำงานหลายไทม์ไลน์ นอกจากนี้ยังใช้ซอฟต์แวร์นี้เพื่อเปลี่ยนใบหน้าของตัวละครในหลายฉาก สองตัวละครหลักในหนังเป็นฝาแฝด ซึ่งต้องใช้เทคนิคถ่ายทำกับนักแสดงที่ไม่ใช่ฝาแฝด แล้วใช้ Final Cut Pro ช่วยตัดต่ออีกที นอกจากนี้ "digital matte painting" ก็เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ในหนังที่ใช้ความสามารถนี้ของโปรแกรม

2. The Girl with the Dragon Tattoo (2011)
นี่คือเวอร์ชั่นอเมริกาของหนังสวีเดน ในชื่อเดียวกัน ดัดแปลงจากนิยายโดย Stieg Larsson นำแสดงโดย Daniel Craig และ Rooney Mara เป็นเรื่องราวสืบสวนอาชญากรรมเกี่ยวกับคดีเด็กหญิงจากครอบครัวร่ำรวยที่หายตัวไป
หนึ่งในความท้าทายของหนังเรื่องนี้คือเอฟเฟกต์ที่มองไม่เห็นมากมายระหว่างเรื่อง Final Cut Pro ใช้สำหรับปรับภาพให้นิ่งขึ้นและเพิ่มความสวยงาม ทั้งงานแมตต์เพนท์หรือสร้างเอฟเฟกต์ฤดูกาล เช่น หิมะ

3. John Carter (2011)
หนังแอคชั่นไซไฟผจญภัยเรื่องนี้ล้มเหลวในเชิงรายได้ จนทำให้สตูดิโอ Disney ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก
การตัดต่อหนัง John Carter เป็นความท้าทายโดยเฉพาะ เพราะมีการถ่ายทำฉากแอคชั่นบางส่วนสองครั้งระหว่างการผลิตที่มีปัญหา Eric Zumbrunnen ซึ่งเป็นบรรณาธิการ ใช้ Final Cut Pro เพื่อรวมองค์ประกอบต่างๆ เข้าด้วยกัน ด้วยฉาก CGI และเอฟเฟกต์อื่นๆ ที่หลากหลาย งานตัดต่อจึงมีความซับซ้อนสูง Final Cut Pro ถูกใช้สร้างรายละเอียดในฉากหลังใหญ่ๆ ที่ต้องใช้กับกรีนสกรีน

4. 500 Days of Summer (2009)
หนังโรแมนติกคอมเมดี้แนวน่ารักสุดแหวกแนว นำแสดงโดย Joseph Gordon-Levitt และ Zooey Deschanel
Alan Edward Bell เป็นคนตัดต่อเรื่องนี้ในรูปแบบ DVCPro HD ด้วย Final Cut Pro เนื้อเรื่องดำเนินแบบไม่เรียงลำดับเวลา ทำให้ฟีเจอร์ workflow ของโปรแกรมช่วยจัดลำดับฉากต่างๆ ได้ง่ายขึ้น มีเอฟเฟกต์ล่องหนถึง 250 ชนิดที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฟีเจอร์ตัดต่อของ Final Cut Pro

5. X-Men Origins: Wolverine (2009)
หนังในแฟรนไชส์ X-Men ภาคนี้เล่าย้อนถึงวัยเด็กของ Wolverine และความสัมพันธ์กับพี่ชาย ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกใจแฟนๆ หรือได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์มากนัก
Nicolas De Toth และ Megan Gill เป็นผู้ตัดต่อระหว่างการผลิต แม้มีข้อผิดพลาดด้านความต่อเนื่องหลายจุด แต่ De Toth และ Gill ใช้ Final Cut Pro เพื่อทำให้การเล่าเรื่องไหลลื่น สิ่งที่น่าสนใจคือ การตัดต่อทั้งหมดดำเนินบน Final Cut Pro 5 พร้อมใช้งาน HD และมัลติคลิปฟีเจอร์ของโปรแกรมอย่างเต็มที่

6. Burn After Reading (2008)
หนังตลกร้ายโดยพี่น้อง Coen ทั้งเขียนบท อำนวยการสร้าง ตัดต่อ และกำกับเองทุกขั้นตอน
Coen brothers เลือกใช้ Final Cut Pro เพราะใช้งานง่าย สามารถประกอบหนังเวอร์ชั่นหยาบๆ ไปพร้อมกับการถ่ายทำ และตอบสนองการตัดต่อได้อย่างยืดหยุ่น หนังเรื่องนี้ถ่ายทำหลักๆ ด้วยกล้อง Sony แต่บางฉากเพิ่มกล้อง RED เพื่องานเฉพาะ แม้ workflow ของทั้งสองกล้องจะแตกต่างกัน แต่ก็สามารถรวมฟุตเทจเข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่น

7. No Country for Old Men (2007)
หนังแนวนีโอนเวสเทิร์นทริลเลอร์โดยสองพี่น้อง Coen พวกเขาทั้งกำกับ เขียนบท และตัดต่อเองทั้งหมด
หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาตัดต่อยอดเยี่ยม โดยบรรณาธิการ Roderick Jaynes (นามแฝงของ Joel และ Ethan Coen)
การกำกับและตัดต่อด้วยตัวเองทำให้สองพี่น้อง Coen ควบคุมกระบวนการสร้างหนังได้ใกล้ชิดมากขึ้น และ Final Cut Pro ที่ใช้งานง่าย ทำให้พวกเขาสามารถสร้างและจัดการลำดับเรื่องราวผ่านไทม์ไลน์ได้สะดวก เรื่องนี้ยังเป็นการเปลี่ยนแนวทางในกระบวนการผลิต โดยเปลี่ยนจาก DV เป็น DVCPro HD ที่ความละเอียดสูงขึ้นด้วย

8. 300 (2007)
สร้างจากนิยายกราฟิกโดย Frank Miller เล่าเรื่องราวการรบที่เทอมอพิลี (Thermopylae) ในสงครามเปอร์เซีย กำกับโดย Zack Snyder ถ่ายทำด้วยเทคนิคโครมา คีย์ ซุปเปอร์อิมพอซ เพื่อให้เหมือนคอมิกต้นฉบับ ตัดต่อโดย William Hoy
เพื่อให้หนังมีลุคและความรู้สึกแบบกราฟิกนาวล์อย่างแท้จริง Hoy ใช้ฟีเจอร์สำคัญต่างๆ เช่น เลเยอร์ปรับแต่งและโหมดเบลนด์ เพื่อสร้างมิติและบรรยากาศให้กับแต่ละฉาก งานเอฟเฟกต์แต่ละฉากส่งผลต่อความยาวและความต่อเนื่องตลอดทั้งเรื่อง จึงต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างมาก

9. Sky Captain and the World of Tomorrow (2004)
ด้วยนักแสดงดังอย่าง Gwyneth Paltrow และ Jude Law หนังเรื่องนี้ใช้ดิจิทัลอาร์ติสต์ในการสร้างฉากหลัง 2D และ 3D หลายชั้นให้ฟุตเทจจริง โดยมีการสร้างสตอรี่บอร์ดด้วยมือแล้วนำไปทำเป็น 3D animatic แม้ว่าคำวิจารณ์จะดี แต่รายได้ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าไร
ซาบรินา พลิสโก้ เป็นผู้ตัดต่อ
Final Cut Pro มีบทบาทสำคัญในฉากที่ตัวละครสองคนอยู่บนฉากจริง (ต่างจากฉากดิจิทัลที่เหลือ) โปรแกรมนี้ช่วยให้ทีมผู้สร้างจัดเรียง animatics กับฟุตเทจของนักแสดงสดได้ มีความท้าทายตรงที่ต้องกำหนด time-code ด้วยตนเอง แล้วทำการเรนเดอร์และเรียงคลิป เพื่อใช้งานกับสถานี Final Cut Pro SD และยังใช้กระบวนการเดียวกันทำ master แบบ offline ด้วย จากนั้น import batch list เข้าโปรแกรมเพื่อใช้ตัดขั้นสุดท้าย

10. Cold Mountain (2003)
หนังมหากาพย์ในยุคสงครามกลางเมืองอเมริกา สร้างจากนวนิยายโดย Charles Frazier นำแสดงโดย Jude Law, Nicole Kidman และ Renee Zellweger ประสบความสำเร็จทั้งคำวิจารณ์และรายได้
หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาตัดต่อยอดเยี่ยม โดย Walter Murch เป็นบรรณาธิการ
นี่คือผลงานที่ทำให้ Final Cut Pro เป็นที่ยอมรับในหนังฮอลลีวูด มีการเขียนหนังสือทั้งเล่มเพื่อวิเคราะห์วิธีที่ Murch ใช้โปรแกรมนี้ในการตัดต่อ รวมถึงผลกระทบต่อวงการในอนาคต เขาเชื่อว่าการใช้ Final Cut Pro ในเรื่องนี้ช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ เช่น การใช้ความสามารถ DVD authoring ทำให้ทีมงานดูและแบ่งปันวัสดุได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีดูฉากต่างๆ ไปโดยสิ้นเชิง
แม้หนังฮอลลีวูดต้องใช้เครื่องมือชั้นเยี่ยม โปรแกรม Final Cut Pro สามารถทำเอฟเฟกต์หลากหลาย ตั้งแต่ ripple, roll, slip, slide, scrub, razor blade ไปจนถึง time remapping ตลอดจนทรานซิชันและฟิลเตอร์วิดีโอ-เสียงที่ช่วยยกระดับโปรเจกต์ภาพยนตร์ของคุณได้
เห็นได้ชัดว่า Final Cut Pro เป็นเครื่องมือดาวเด่นในการตัดต่อหนังฮอลลีวูด และถึงเวลาที่คุณจะใช้มันในการสร้างสรรค์หนังของคุณแล้วเช่นกัน

สรุป
Final Cut Pro คือรากฐานสำคัญของการเล่าเรื่องในฮอลลีวูด ขับเคลื่อนทั้งหนังรางวัลออสการ์และหนังบล็อกบัสเตอร์ซับซ้อนต่างๆ ตั้งแต่จังหวะใน Parasite ไปจนถึงการตัดต่อสุดปฏิวัติใน The Social Network สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้ว่ามืออาชีพหรือมือใหม่ก็สามารถได้ผลลัพธ์แบบในหนังจริง แค่คุณมีเครื่องมือที่เหมาะสม ไม่ว่าคุณจะเป็นมือเก๋าหรือมือใหม่ที่ใช้ Filmora เพื่อสร้างวิดีโอสไตล์ภาพยนตร์ เครื่องมือที่ดีสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์สร้างสรรค์ให้เป็นจริงบนจอภาพยนตร์ได้
คำถามที่พบบ่อย
-
Final Cut Pro ถูกใช้สำหรับตัดต่อหนังฮอลลีวูดจริงหรือ?
ใช่แน่นอน Final Cut Pro ถูกใช้กับหนังฮอลลีวูดเรื่องใหญ่ๆ มากมาย ความสามารถของโปรแกรมพัฒนาไปมากจนเหมาะกับมืออาชีพโดยแท้ ตัวอย่างที่มีชื่อเสียง เช่นหนังที่ได้รางวัลออสการ์ "The Social Network" หรือ "No Country for Old Men" ของพี่น้อง Coen และหนังฟอร์มยักษ์อย่าง "300" ทั้งหมดก็ตัดต่อด้วย Final Cut Pro
-
ในหนังเหล่านี้ Final Cut Pro ถูกใช้สำหรับงานตัดต่อและเอฟเฟกต์ระดับมืออาชีพอะไรบ้าง?
ในหนังที่กล่าวมา Final Cut Pro ถูกใช้ทำงานซับซ้อนไม่ใช่แค่ตัดต่อ ฉากเปลี่ยนใบหน้าและ digital matte painting ใน "The Social Network" การรักษาความนิ่งของภาพและเพิ่มภาพล่องหนใน "The Girl with the Dragon Tattoo" และการผสาน CGI และสิ่งมีชีวิตหลากหลายใน "John Carter" ล้วนใช้ Final Cut Pro ทั้งสิ้น

